Tag Archives: จด VAT

การเตรียมตัว ยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (ขายออนไลน์) ตอน 3

มาถึงตรงนี้ เป็นตอนสุดท้ายแล้ว หลักจากที่เราเตรียมตัวทั้งรายได้ต่อปี และ หลักฐานลดหย่อนแล้วก็เป็นตอนจบแบบง่ายๆ เป็นเรื่องของการยื่นภาษี ที่เราทำออนไลน์ได้เลย ที่ www.rd.go.th

“ตอนที่ 3” การยื่นภาษี

การยื่นภาษีสำหรับบุคคลธรรมดา ค้าขายออนไลน์ ที่ไม่ได้จดภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) จะมีแค่ 2 ตัวคือ

  1. ยื่นกลางปี เรียก ภงด 94 ใช้ยื่นรายได้ครึ่งปี ประมาณเดือน กรกฏาคมของทุกปี
  2. ยื่นปลายปี เรียก ภงด 90 ใช้ยื่นรายได้ทั้งปี ประมาณเดือน มกราคม – มีนาคม ปีถัดไป

ปีภาษี คือ 1 มค – 31 ธค เวลาเราเก็บเอกสารที่เกริ่นมาทั้งหมด เราต้องเก็บทั้งปี แยกเก็บเป็นเดือนๆ ไป แบ่งหมวดหมู่ไฟล์ เพื่อให้ง่าย เมื่อมีการเรียก

เห็นไม๊ว่า เมื่อเราทำเป็นระบบแล้ว เราไม่ต้องเดินทางไปสรรพากร และ เก็บเอกสารเอง ทุกอย่างที่บ้าน ยื่นออนไลน์ ภาพเว็บสรรพากรได้เลย

เพิ่มเติมคือ หากกิจการคุณมีรายได้ทั้งปีเกิน 1.8 ล้านบาท คุณต้องจด VAT แม้เป็นบุคคลธรรมดา ทำให้มีเรื่องภาษีและเอกสารเยอะขึ้น คือ คุณต้องมีการจ่ายภาษีขาย และ ออกเอกสารใบกำกับภาษีให้ลูกค้าทุกคน จากนั้นต้องนำส่งภาษีด้วยการยื่น ภาษี ภพ 30 ทุกเดือน ภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป ทำให้ต้องมีคิดเรื่อง การทำบัญชีต้นทุนเพื่อยื่นค่าใช้จ่ายตามจริง ใช้ VAT ซื้อมาเป็นค่าใช้จ่าย ไม่งั้นหากยังทำแบบเหมาจ่าย จะจ่ายภาษีเยอะมาก เพราะภาษีบุคคลเป็นแบบขั้นบันได

จริงๆ เมื่อเราทำการตรวจสอบรายได้ของเราทุกเดือน เราจะทราบว่า เราจะมีแนวโน้มต้องจดหรือเปล่า เช่นรายรับรวม ใกล้เคียง 150,000 ต่อเดือน แปลว่าสิ้นปีมาคุณจะมียอดรายรับ 1.8 ล้านบาทและต้องจด VAT ซึ่งหลังจากจดแล้ว ความวุ่นวายคุณจะมากขึ้น

ถ้ารายได้เกิดขึ้นดังกล่าว และมีแนวโน้มต้องจด VAT อาจจะต้องไตร่ตรองในการจดทะเบียนนิติบุคคลและยื่นภาษีนิติบุคคลแทน จะลดค่าใช้จ่ายภาษีได้เยอะ เพราะอย่างไรก็ดีสุดท้ายแล้ว ต้องวุ่นวายทำบัญชีค่าใช้จ่าย ต้นทุน และ ยื่นภาษีมูลค่าเพิ่มเหมือนกัน

การเตรียมตัว ยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (ขายออนไลน์) ตอน 1

เนื่องจากตอบคำถามเรื่องนี้บ่อย รวมถึงมีการหาข้อมูล และอ่านมาค่อนข้างเยอะ จึงนำมาเขียนเป็นบทความยาวๆ หลายๆ ตอน ให้ทำตามกันง่ายๆ บทความนี้เหมาะสำหรับคนที่อยากเข้าระบบจ่ายให้ถูกต้อง (ไม่เหมาะสำหรับคนพยายามเลี่ยงภาษี)

การยื่นภาษีเงินได้ บุคคลธรรมดา เป็นหน้าที่ของผู้มีรายได้ การขายของออนไลน์ ทุกช่องทาง เกิดรายได้ ทำให้เรามีหน้าที่ต้องยื่นตามกฏหมาย

การยื่นภาษี ไม่ได้หมายถึงคุณต้องจ่ายภาษี คร่าวๆ แล้ว มีรายได้มากกว่า 520,000 ต่อปี โดยไม่มีลดหย่อนอะไรเพิ่มเลย คุณไม่ได้จ่ายภาษี (แต่ถ้าไม่ยื่น มีความผิด)

ซึ่งตกเฉลี่ยเดือนละ 43,333 บาท (อ้างอิงจาก การยื่นภาษีแบบเหมาจ่าย 60%) รายได้ทั้งปี 520,000 เมื่อหักค่าใช้จ่ายแบบเหมา 60% เหลือ 208,000 แล้วยังหักลดหย่อนบุคคล (ได้ทุกคน) 60,000 เหลือ 148,000 บาท ซึ่งไม่ถึงเกินจ่ายภาษี (เกณฑ์จ่าย ปี 2561 อยู่ที่เงินรายได้สุทธิเกิน 150,000 บ)

บทความนี้จะเหมาะสำหรับผู้ต้องทำการแบบหักเหมาจ่าย มาเตรียมตัวไปพร้อมๆ กัน เพื่อง่ายต่อการยื่น และ ง่ายต่อการเตรียมเอกสาร หรือ ถูกสรรพากรเรียกเข้าพบ

ตอนที่ 1 เตรียมบัญชี (หลักฐานรายรับของคุณ)

เตรียมบัญชีธนาคารให้เป็นระบบ เปิดในชื่อเดียวกัน หรือ ชื่อร้าน เพื่อให้ง่ายต่อการแจ้งบัญชีลูกค้า และ ง่ายต่อการ ใช้จ่ายและแสดงเป็นบัญชีร้าน (มีที่มาที่ไป)

  1. แยกบัญชีส่วนตัว และ บัญชีธุรกิจชัดเจน ไม่เอาเงินมารวมกัน
  2. บัญชีธุรกิจ แยกเป็น
    1. กลุ่มบัญชีรับเงิน ซึ่งอาจจะมีหลายธนาคารเพื่อความสะดวกของลูกค้า และ คุณเองก็ต้องสะดวกในการเช็คยอด เมื่อรับเงินเข้ามาจากการขายสินค้า (เปิด internet banking ทุกบัญชี)
    2. บัญชีจ่ายเงิน บัญชีเดียว โดยเลือกบัญชีจ่ายเป็นบัญชีที่คุณสะดวกที่สุดในการใช้จ่ายต่างๆ และทุกๆ สิ้นเดือน (หรือวันที่คุณกำหนดเอง) ให้ถอนจากทุกบัญชีรับ นำมารวมกัน เพื่อมาฝากเข้าบัญชีเงินจ่าย โดยใช้วิธีถอนมาฝากหากมีหลายบัญชี หรือ หลายธนาคาร เพราะจะได้ไม่เป็นยอดฝากหลายยอด (เปิด internet banking)
  3. ดาวน์โหลด สเตทเม้นท์ จาก internet banking ของทุกบัญชีธนาคาร แยกเป็นรายเดือน บัญชีละ 12 เดือน เก็บในรูปแบบ PDF แนะนำให้ดาวน์โหลด ทุกๆ 3 เดือน เนื่องจาก internet banking จะอนุญาตให้ดูย้อนหลังได้ไม่เกิน 4 – 6 เดือน

เมื่อบัญชีรายรับของคุณเป็นระบบแบบนี้แล้ว ไม่ว่าคุณค้าขายกี่ช่องทาง เงินก็เข้ามารวมในบัญชีของคุณอยู่ดี ไม่ต้องไปตามเก็บว่า ยอดจากเฟซบุ๊คเท่าไร ยอดจากเว็บเท่าไร ยอดจาก Shopee และ Lazada เท่าไร มันจะปวดหัวเกินไป ถ้าคุณไม่ทำเป็นระบบ และ เมื่อนำรายรับเข้ารวมกันทุกบัญชี คุณก็จะได้ยอดรายรับต่อปี เพื่อไปคำนวณอย่างง่ายดาย

รวมถึงเป็นการตรวจสอบเงินได้ของคุณตลอดด้วย เพราะหากเมื่อไร ยอดรวมเกิน 1.8 ล้านต่อปี กฏหมายบังคับให้คุณจดภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ซึ่งจะมีความยุ่งยากกว่าเดิม อาจจะต้องไตร่ตรองในการปรับเป็นนิติบุคคลเพื่อลดค่าใช้จ่ายด้านภาษีลง

อ่านตอนต่อไป “ตอนที่ 2” เตรียมเอกสารลดหย่อน