Believe you can and you are half way there

image

ค้นพบว่าตัวเอง เป็นคนปะหลาด เพิ่งเฉลียวใจ หลังจากเหตุการณ์ เกิดขึ้น วกวนซ้ำซ้อนมาหลายรอบ

หลังจากสมัครสอบ ACE ก็เริ่มมีความขี้เกียจเกิดขึ้น ก็รู้ว่าเป็นคนขี้เกียจเรียนหนังสือ (แต่ก็พาตัวเองจบปริญญาตรีได้นะ) หลังจากเรียนไม่จบหลายสถาบัน พบว่าตัวเองไม่ชอบอะไร ที่เป็นคลาสทฤษฏี แต่ก็นำพาตัวเองไปเรียนทุกที บ่อยด้วยสิ

นอกจากชีวิตผกผัน ทำงานหลากหลายแล้ว

งานที่ทำ มักจะเริ่มเดินทางในสายงานไปแล้ว เรียกว่า ด้นทำไปเลย ค่อยมาเรียนรู้ทฤษฏี เก็บเอาวุฒิไว้รองรับตัวเองทีหลัง

ตอนนั้น ทำเป็นวิทยากรสอนเรื่องการค้า eBay (ทำอยู่ราวปีกว่าๆ) สอนและพูดต่อหน้าคนมากสุด ราว 400 คน ตอนนั้น ก็จับพลัดจับผลู ใช้วิธีฝึกซ้อมพูดในหัวข้อย่อยที่ชำนาญ ในสัมมนาฟรี อยู่ แค่ 2 ครั้ง (คนฟังราวๆ 50คน) แล้วก็ด้นสอนจริงเลย คิดแล้วก็ฮา ทำได้ไง

งานสุดท้าย งานออฟฟิสก่อนผมจะมาทำเป็น Personal Trainer คือ IT Manager บริษัทต่างชาติเล็กๆ ที่สีลม

ผมทำงานสายนี้ มาราวๆ 11ปี โดย ด้นเอง ลองเอง ตั้งแต่สมัยเรียน ทั้งๆ ที่บ้านไม่มีคอมพิวเตอร์ ก็ไปเช่าคอมที่ร้านเน็ท สมัยที่ทุกคนแชท PIRCH ผมนั่งเขียนเว็บเพจแล้ว รับจ้างทำ ตั้งแต่สมัยคิดราคาเป็น word (หากเคยเรียนพิมพ์ดีด จะรู้ว่า จิ้มแป้น 3 ครั้งเรียก 1 คำ) สมัยถัดมาถึงเริ่มคิดเป็น page และ คิดเหมาเป็น solutions ของงานในเวลาต่อมา

ตอนนั้นไม่ได้เรียนสายคอมหรอกครับ เรียนอิเล็กทรอนิกส์ ต้องซ่อมทีวี วิทยุ ทรานสซิสเตอร์ (นั่นก็รับจ๊อบซ่อม สมัยเด็กๆ)

ผมเพิ่งมาเรียนจบ มีวุฒิปริญญาตรี วิทยาการคอมพิวเตอร์ เมื่อปี 2554 นี่เอง เอามารองรับตัวเองเฉยๆ ว่า ทำงานมาด้านนี้ แต่ไม่มีวุฒิด้านนี้เลย มันก็ยังไงอยู่

พูดถึงปัจจุบัน ทำงาน Personal Trainer เป็นหลัก  มาสักระยะแล้ว ก็เหมือนเดิมอีก คือ ต้องหาความรู้เพิ่ม และ certificate มารับรองความรู้ตัวเอง

พิมพ์มาถึงตรงนี้ ไม่ใช่ว่าคนที่ไม่มี certificate จะเทรนไม่ได้ เพราะคนนั้นอาจจะมีปริญญา และ ประสบการณ์สูงอยู่เป็นทุน แต่ตัวเราเอง ฝึกหัดตัวเองมา ด้วยการเรียนรู้กับแบบฝึกหัดรอบตัว ทั้งคน ตัวหนังสือ วิดีโอ ไม่ได้เรียนจบ วิทยาศาสตร์การกีฬา ไม่ได้เป็นนักเพาะกาย เพราะฉะนั้น เราก็ต้องมีอะไรมารองรับตัวเอง เหตุผลอาจจะแตกต่างจากเทรนเนอร์คนอื่น

เท่าที่สังเกต คิดว่า ความมั่นใจ ความเชื่อว่าเราทำได้ มันส่งผล ทำให้เรา ทำได้ ผ่านมาได้ รวมถึงรักในสิ่งที่ทำด้วย